LD ไม่ได้เป็นปัญหาอย่างที่คิด ถ้าผู้สอนเข้าใจ! เมื่อพูดถึงคำว่า เด็ก LD (Learning Disabilities) คุณครูหลายคนคงกังวลเรื่องการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กเหล่านี้ไม่มากก็น้อย เพราะความพิเศษของเด็ก LD นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะเข้าถึงและเข้าใจกันได้ง่าย ๆ นั้นก็เพราะเด็ก LD นั้น มีความบกพร่องจาก 3 ด้านหลัก ๆ คือ 1.ด้านการอ่าน 2.ด้านการเขียน 3.ด้านการคำนวณ ซึ่งเด็ก ๆ อาจมีความบกพร่องเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้านก็ได้

LD ไม่ได้เป็นปัญหาอย่างที่คิด ถ้าผู้สอนเข้าใจ!

LD ไม่ได้เป็นปัญหาอย่างที่คิด ถ้าผู้สอนเข้าใจ!

คุณครูจะสามารถสังเกตอาการได้อย่างไร?

ตามเกณฑ์การวินิจฉัย DSM-5 ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน คือ มีความยากลำบากในการเรียนรู้ และทักษะที่ใช้ในการเรียน อย่างต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน แม้ว่าจะได้รับการแก้ไขมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งเด็กจะมีอาการอย่างน้อย 1 จาก 6 อาการ ดังนี้

1. อ่านช้าหรืออ่านไม่ถูกต้อง

2. ยากลำบากในการทำความเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน

3. ยากลำบากในการสะกดคำ

4. ยากลำบากในการเขียน

5. ยากลำบากในการจัดการกับจำนวน ตัวเลข และการคำนวณ

6. ยากลำบากในเหตุผลทางคณิตศาสตร์

ขอแนะนำ 10 พฤติกรรมเสี่ยงทำร้าย “ตับ” ที่คุณอาจไม่เคยรู้!!! ตับ ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญกับร่างกายของคนเราเป็นอย่างมาก เนื่องจากตับของเรานั้น ต้องทำหน้าที่หลายอย่างในแต่ละวัน โดยเฉพาะหน้าที่หลักที่สำคัญของตับก็คือ การกรองของเสีย ขจัดสารพิษตกค้างที่ได้รับจากการทานอาหารให้ออกไปจากร่างกาย

อาการของเด็ก LD

กลุ่มอาการบกพร่องทางการเรียนรู้แบ่งเป็นหลายชนิดตามความบกพร่องทางทักษะด้านต่าง ๆ ส่งผลให้เด็ก LD แสดงอาการผิดปกติแตกต่างกันไป ดังนี้

  • ความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว (Dyspraxia) คือความบกพร่องของทักษะการเคลื่อนไหวและการประสานงานระหว่างสมองกับอวัยวะเป้าหมาย เด็กอาจใช้งานช้อนส้อมหรือดินสอลำบาก ผูกเชือกรองเท้าด้วยตนเองไม่ได้ พูดติดขัด เคลื่อนไหวลูกตาลำบาก ร่างกายไวต่อแสง การสัมผัส รสชาติ หรือกลิ่น เป็นต้น
  • ความบกพร่องด้านการคำนวน (Dyscalculia) คือความบกพร่องของทักษะทางคณิตศาสตร์ เด็กอาจจดจำตัวเลข ตารางสูตรคูณ นับเลข หรือแก้โจทย์ปัญหาพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้ช้าหรือทำไม่ได้เลย
  • ความบกพร่องด้านการเขียน (Dysgraphia) อาจมีปัญหาด้านการเขียนหนังสือ การสะกดคำ และไม่สามารถคิดและเขียนไปพร้อมกันได้
  • ความบกพร่องด้านการใช้ภาษา (Dyslexia) คือความบกพร่องของทักษะการตีความภาษา ส่งผลให้มีปัญหาในการอ่านหรือการเขียน เด็กอาจอ่านหนังสือไม่ได้หรืออ่านได้ช้า จับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้ หรือไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจผ่านการเขียนหรือการพูด
  • ความบกพร่องด้านการฟัง เด็กได้ยินเสียงเป็นปกติแต่ไม่สามารถตีความได้ ส่งผลให้อาจมีปัญหาในการอ่าน แยกแยะเสียงไม่ได้ จดจำคำพูดไม่ได้ หรือไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ยิน
  • ความบกพร่องด้านการมองเห็น เด็กอาจขาดทักษะในการตีความข้อมูลภาพ ทำให้แยกแยะความแตกต่างระหว่างสิ่งของ 2 สิ่งไม่ได้หรือทำได้ช้า หรือตากับมือเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน
LD ไม่ได้เป็นปัญหาอย่างที่คิด ถ้าผู้สอนเข้าใจ!

มีแนวทางรักษาแก้ไข หรือดูแลหรือไม่?

เด็กที่เป็น LD สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนปกติทั่วไป ถ้าได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เมื่อโตขึ้นก็สามารถเข้าสังคมได้ หรือสามารถประกอบอาชีพได้เหมือนปกติ แต่บางคนอาจมีความยากลำบากในทักษะบางด้านอยู่บ้าง เช่น การอ่าน การเขียน หรือคณิตศาสตร์ ส่วนเด็กที่ไม่ได้รับการดูแลรักษานั้น มักสูญเสียความภาคภูมิใจ เนื่องจากความบกพร่องที่มีและไม่ได้รับการดูแลรักษาตามความเหมาะสม แต่เด็กเหล่านี้จะหันไปสนใจด้านอื่นทดแทน เช่น ถ้าเด็กมีทักษะดีในด้านดนตรี กีฬา หรือศิลปะ ก็อาจได้รับการยอมรับ เป็นต้น

เมื่อพูดถึงแนวทางการดูแลรักษา สำหรับในปัจจุบันนั้น เมื่อได้รับการยืนยันผลการตรวจวินิจฉัยว่าเป็น LD แล้ว คุณครูควรให้ความช่วยเหลือแบบบูรณาการ และมองปัญหาอย่างรอบด้าน โดยอาศัยความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือเด็ก ทั้งทางครอบครัว คุณครูโรงเรียนและทางการแพทย์ เช่น

ด้านครอบครัว เป็นบทบาทสำคัญมากที่สุด คนในครอบครัวต้องเข้าใจและควรปรับตัวให้เด็ก LD ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาหรือสร้างปัญหาให้กับครอบครัว เด็กควรได้รับความช่วยเหลือมากกว่าคำตำหนิติเตียน คุณครูอาจมีส่วนช่วยเหลือครอบครัวของเด็ก LD ด้วยการให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ LD  ให้กับผู้ปกครอง และผู้ปกครองก็ควรค้นคว้าหาข้อมูลความรู้ต่าง ๆ เพิ่มเติม ความเข้าใจในข้อจำกัดของเด็ก และให้มีทักษะเบื้องต้นเพื่อช่วยเหลือด้านการเรียนรู้สำหรับเด็ก คอยเสริมกำลังใจ ค้นหาจุดเด่นในด้านอื่น ๆ ชดเชยในจุดที่บกพร่อง

ด้านการเรียน สิ่งที่จำเป็นอันดับแรก คือ คุณครูอาจสอนเสริมพิเศษแบบตัวต่อตัว หรือกลุ่มเล็ก ๆ สำหรับเด็ก LD ที่มีความบกพร่องทางด้านทักษะนั้น ๆ เช่น หากเด็กมีความบกพร่องด้านการอ่านการเขียน คุณครูอาจหาหนังสือหรือสื่อสำหรับเด็ก LD มาฝึกฝน เพิ่มทักษะพร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลความเป็นไปของเด็กระหว่างคุณพ่อคุณแม่และคุณครูอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจปัญหาและร่วมมือกันแก้ไข ถ้าไม่มีเวลาหรือโอกาสพบปะกันโดยตรง อาจใช้การเขียนในสมุดการบ้านของเด็กเพื่อให้ผู้ปกครองรับทราบ หรือมีสมุดไว้เขียนสื่อสารระหว่างกัน

ภาวะแทรกซ้อนของความบกพร่องทางการเรียนรู้

เด็ก LD บางรายอาจแสดงพฤติกรรมทางลบหรือมีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง อีกทั้งการดูแลเด็กที่มีภาวะนี้อาจส่งผลกระทบต่อครอบครัวหรือคนใกล้ตัว มีรายละเอียดดังนี้

  • เด็กแสดงความอยากรู้อยากเห็นทางด้านร่างกาย ทำให้ผู้อื่นอาจมองว่าเด็กฝักใฝ่เรื่องเพศ
  • มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น การสำเร็จความใคร่ในที่สาธารณะ
  • ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง เช่น โดนรังแก โดนล้อเลียน ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งอาจส่งผลให้มีปัญหาทางสุขภาพจิต เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ หรือติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
  • ครอบครัวหรือคนใกล้ตัวที่เป็นผู้ดูแลเด็ก LD อาจเกิดความเครียด ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต รวมทั้งอาจมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวหรือเครือญาติ

สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่ผู้ปกครอง คุณครู โรงเรียน รวมถึงแพทย์ ควรร่วมมือกันรักษา ดูแล ตามความบกพร่องของเด็ก LD เพื่อพัฒนาทักษะและศักยภาพของเด็ก ๆ ให้อยู่ร่วมในสังคมได้ไม่แตกต่าง หวังว่าบทความนี้อาจเป็นความรู้ให้กับคุณครูที่มีเด็ก ๆ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษได้ไม่มากก็น้อย

อ่านบทความเพิ่มเติม ได้ที่ : รวม 9 ที่พักเข้าค้อ ราคาถูก บรรยากาศดี ท่ามกลางสายหมอกธรรมชาติ